1.การบอกวิชาผิดฐาน จะเกิดผลอย่างไร ?
ก็จะทำให้ผู้เรียนเดินวิชาได้ไม่ตลอด เช่น ผู้เรียนเป็นหญิง แต่เผลอบอกให้มองปากช่องจมูกขวา (ผิด) เป็นต้น |
2.แก้โรคทอนซิลอักเสบให้คนไข้โดยวิธียิงกาย แต่หายช้า จะทำอย่างไรต่อ ?
ก็ให้นึกเอากายธรรมพระอรหัตของเราไปนั่งในท้องของคนป่วย แล้วคนป่วยจะหาย |
3.หากนึกหน้าคนไข้ไม่ออก การรักษาจะมีผลไหม ? ควรทำอย่างไร ?
จะไม่ได้ผล แปลว่ามารปิดรู้ปิดญาณเราแล้ว ให้ดูรูปภาพ (คนป่วย) ช่วย |
4.ก่อนเอากายธรรมของเราไปนั่งในท้องของคนไข้ ต้องเดินวิชาให้มากเที่ยวหรือไม่ ?
จำเป็นอย่างมาก |
5.เมื่อสอบวิปัสสนาจารย์ผ่านแล้ว เวลาเดินวิชาประจำวันโดยที่เรายังไม่เห็นธรรม ควรทำอย่างไร ? จะให้เดินวิชา 18 กายตามบทท่องไป หรือไล่ 7 ฐานแล้วพยายามนึกดวงแก้วไป (ยังไม่ไปไหน) เหมือนคนทั่วๆ ไปโดยไม่เดินวิชา 18 กายตามบทท่อง ?
เมื่อสอบวิปัสสนาจารย์มาอย่างไร ? ก็ท่องและทำตามที่สอบ แล้วจะเห็นขึ้นเอง ให้ขยันเดินวิชาด้วยการท่องวิชาไปเช่นนี้ ขณะเดียวกัน ใจอีกส่วนหนึ่งก็นึกทำงานตามที่ใจเราท่อง เมื่อทำหนักเข้าๆ เราจะเห็นวิชาขึ้นมาเอง |
6.เมื่อสอบผ่านวิปัสสนาจารย์แล้ว ให้ระมัดระวังอย่าไปสาปแช่งใครเพราะจะให้ผลอย่างรวดเร็ว จึงอยากทราบว่ามีหนังสือเล่มไหนบอกไว้บ้างหรือเปล่าครับว่า วิปัสสนาจารย์ควรระมัดระวังตัวอย่างไร ? และควรปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ? เพื่อไม่ให้ตกต่ำ และเป็นบาป
อย่าสาปแช่งใคร เพราะจะเป็นไปตามที่เราว่าเขา ไม่มีตำราเล่มไหนกล่าวไว้หรอก ลุงจำจากความรู้ของหลวงพ่อบอกไว้ |
7.เมื่อผู้ที่เราสอนบอกว่าเห็นดวงใส หรือปฐมมรรค หรือธรรมกาย เราจะมีวิธีพิสูจน์อย่างไรว่าเขาเห็นจริง ? หรือแค่นึกไปเอง ? รู้มาว่าผู้ที่เห็นธรรมกายแล้ว สามารถเห็นได้รอบทิศ หรือเห็นทะลุสิ่งต่างๆ ได้ ข้อนี้เป็นจริงเสมอหรือไม่ ? หรือเป็นเฉพาะราย ถ้าเป็นจริงในทุกราย เราก็พิสูจน์ได้โดยเอาของที่เขาไม่เห็น ไปไว้ข้างหลัง แล้วให้เขาบอกว่าเห็นอะไรบ้าง ? ทำได้หรือไม่ ?
มีตัวอย่างมาหลอกลุง ได้แก่นักเรียนเทคนิค ไม่เห็น แต่ตอบว่าเห็น พอมาถึงลุง จะต่อวิชาให้ เขาจะทำไม่ได้ จำนนต่อหน้าต่อตา โกหกกันไม่ได้
ส่วนการเห็นทะลุนั้นไม่จริง ทำกันไม่ได้ |
8.มีหลายท่านบอกว่า วิชาธรรมกายเป็นแค่การนึกคิด ยึดติดในนิมิตเท่านั้นหรือบางคนบอกว่า เป็นการสะกดจิตให้เห็นตามที่ผู้สอนบอก จะมีวิธีพิสูจน์ให้ชัดเจนอย่างไรบ้าง ? เพื่อแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าว
ลืมหลักแล้วหรือ "จิตตัง ภาวิยติ" ต้องการให้จิตเป็นขึ้น พอนึกก็เห็น คนที่ไม่เห็น นึกจนตายก็ไม่เห็น ถ้านึกได้ก็เป็นวิชา (จะเก่งแค่ไหนอีกเรื่องหนึ่ง) |
9. รู้ได้อย่างว่าผู้เรียนเห็นดวงธรรมนอกตัว ?
ก็ไปถามเขาตรงๆ เห็นดวงใสในท้องแล้วยกมือขึ้น ถามเป็นระยะๆ ถ้าเขาพยักหน้า ก็เชื่อไว้ก่อนว่าเห็น แล้วตรวจสอบด้วยการถามว่าเห็นที่ใด ? ถ้าเห็นดวงใสนอกท้อง ให้ไล่ 7 ฐานใหม่ โดยเฉพาะเมื่อดวงใสเลื่อนจากเพลาตาไปที่จอมประสาท ให้เหลือกตากลับ เพื่อให้ความเห็นกลับเข้าไปในตัว และอีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้าเห็นดวงธรรมนอกตัว พอเราต่อวิชาให้ วิชาจะไม่เดินตามที่เราสั่ง นั่นคือ จะไม่เห็นตามที่เราสั่งนั่นเอง นี่เองคือวิธีตรวจสอบอีกวิธีหนึ่งว่า ผู้เรียนเห็นดวงธรรมนอกตัวหรือไม่ ? |
10.เห็นพระตะแคงบ้าง เศียรแหว่งบ้าง ไม่เต็มองค์บ้าง จะแก้อย่างไร ?
มีคำตอบอยู่ในคู่มือวิปัสสนาจารย์ของลุงแล้ว เป็นเพราะมารมาตัดตอน หลักการแก้ไม่ยาก ให้ใช้กายมนุษย์ หยุดนิ่งให้มากขึ้น บังคับกายที่ตะแคง ขาดวิ่น ให้กลับมาตั้งตรง แล้ว "ดับอธิษฐาน-ถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์-ดับอธิษฐาน" ใช้ใจกายมนุษย์นึกบังคับเอา ดวงที่ไม่ใส ก็นึกให้ใส กายที่ตะแคงก็นึกให้ตั้งตรง |
11.ทำไมพระพุทธรูปจึกมักจะเป็นเกตุเปลว ?
มารมันปิดรู้บังญาณทัสสนะไว้ จึงเห็นเกตุเปลว เพิ่งมาแก้ให้ถูกต้องในยุคของหลวงพ่อของเรา พระพุทธรูปหน้าเหมือนกันหมด จำหลักนี้ไว้ |
12.สอนเด็กเห็นธรรมกายแล้ว ควรต่อ 18 กายเลยหรือไม่ ?
ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะรู้ญาณของเด็กที่ฝึกฝนขึ้นมา ยังไม่แก่กล้า ยังไม่สะอาดพอ ควรฝึกเดินอนุโลมปฏิโลม 4 กายธรรมไปเรื่อยๆ คล่องแคล่วจึงฝึก 8 กายธรรม อนุโลมปฏิโลม 8 กายนี้จนชัด แล้วจึงเดิน6 ดวง 8 กายธรรม ให้เห็นทุกดวงชัด เห็นทุกกายชัด เป็นการซ้อมบาทฐานรู้ญาณให้คม จึงก้าวสู่การเดิน 18 กาย นั่นจะเห็นทุกดวงทุกกายชัดเจนไปด้วย เพราะการฝึกฝนเบื้องต้นแม่นแล้ว
กรณีไม่มีเวลา เป้าหมายคือ 4 กายธรรม หากมีเวลาก็ควรทำดังกล่าวข้างต้น |
13.มีคนมาเรียน 1,000 คน จะวางแผนอย่างไร ? จึงได้ 18 กายพร้อมกัน (ไม่กำหนดเวลา)
ในตอนสอนให้เห็นดวงธรรมดวงแรก คงยังเห็นได้ไม่พร้อมกันต้องคัดเป็นชุดๆ ใครได้ดวงธรรมแล้ว ? คัดมาต่อเป็นธรรมกาย 4 องค์ไปก่อน ให้เดินวิชาอนุโลมปฏิโลม หากมีวิทยากรพอก็แบ่งหน้าที่ไปเฝ้าแต่ละชุดไป แล้วไล่ให้เชี่ยว 1 ดวง 4 องค์ ; 1 ดวง 8 องค์ แล้วเป็น 6 ดวง 8 องค์ ผู้ที่ยังไม่เห็นดวงก็สอนเบื้องต้นไปเหมือนเดิม จนเห็นดวงก็เห็นกายจนครบยกชั้น จากนั้นแยกต่อให้เห็นธรรมกาย 4 องค์ ; 8 องค์ ; 6 ดวง 8 องค์ ; จนเชี่ยว แล้วจึงเดิน 18 กายพร้อมกัน (โปรดอ่านคู่มือวิปัสสนาจารย์) |
14.เราถามนักเรียนเทคนิคฯ ว่าใครเห็นดวงธรรมแล้วยกมือขึ้น ? นักเรียนยกมือ 20-30 คน พอเราต่อวิชา แล้ววิชาไม่เดิน ถามว่านักเรียนโกหกเราใช่หรือไม่ ?
ใช่แล้ว ! ถ้านักเรียนขี้เกียจ นึกว่าจะได้รีบเลิก เราถามว่าเห็นดวงธรรมไหม ? ก็ยกมือ แต่พอเราต่อวิชา กลับทำไม่ได้ นี่แสดงว่าโกหก |
15.เมื่อเดินวิชาแล้ว ดวงหาย กายหาย จะทำอย่างไร ?
ดวงธรรมหรือกายไหน ? ดับตรงไหน ? ให้ย้อนกลับมาตั้งต้นยังจุดที่ยังไม่หายไป แล้วเน้นตรงจุดนั้น "ดับอธิษฐาน-ถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์-ดับอธิษฐาน" แล้วนึกให้เกิดดวงธรรมหรือกายต่อขึ้นมาจากจุดที่หายไป แล้วเดินวิชาต่อไป
สติของวิปัสสนาจารย์นั้นสำคัญ ต้องมั่นคง โดยเฉพาะหากเดินวิชาไปให้ดีก่อนสอน ย่อมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ |
16.เมื่อนักเรียนเป็นวิชา 18 กายใหม่ๆ เราควรพานักเรียนเข้านิพพานเลยหรือไม่ ?
ปัญหานี้อาจไม่มีเน้นในคู่มือวิปัสสนาจารย์ เพราะในคู่มือวิปัสสนาจารย์กล่าวไว้ว่า หากพานักเรียนเดิน 18 กายได้แล้ว ก็พาเข้าเฝ้าต้นธาตุแล้วเข้านิพพานเลย |
17.เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ (ละกายมนุษย์ไปแล้ว) เวลาเดินวิชาจะเดินวิชา 16 กาย หรือ 18 กาย ? แล้วหากเป็นพรหมเดินวิชา 14 หรือ 18 กาย ? อรูปพรหมเดินวิชา 12 หรือ 18 กาย ? แต่เวลาเราเข้าเฝ้าต้นธาตุ เราเดิน 18 กายในท้องกายธรรมต้นธาตุได้ จงอธิบาย
หายไปกายเดียว คือกายมนุษย์หยาบเท่านั้น ต้องทำกายมนุษย์ละเอียดหรือกายฝันของเรา ให้หยาบขึ้นมาแทนกายมนุษย์หยาบ แล้วก็เดินวิชา 18 กาย เหมือนพวกเรา
ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ก็แบบเดียวกัน ต่างกันที่เครื่องทรงเท่านั้น พรหม อรูปพรหม ทำฌานได้ มีแผ่นฌาน จึงเลื่อนชั้นเป็นพรหมได้ ส่วนทิพย์ไม่มี ; ทำฌานได้ 4 แผ่น ก็เป็นพรหม ; ทำได้ 8 แผ่น ก็เป็นอรูปพรหมไป
สรุปก็คือ มีกายมนุษย์ตายอยู่กายเดียว เหลืออีก 17 กาย ไม่ว่าจะไปอยู่ไหน ? เมื่อจะเดินวิชา ก็ต้องทำกายมนุษย์หยาบขึ้นมาดังกล่าว
ทิพย์ คือ สวรรค์ 6 ชั้น ; พรหม คือสวรรค์ 16 ชั้น ; อรูปพรหม คือสวรรค์ 4 ชั้น นั่นเอง |
18.การเชื่อมกายในคู่มือวิปัสสนาจารย์ "เราเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นเราๆๆ" อาการกิริยาการเชื่อมกายนั้น มีอาการกิริยาเดียวกับการพิสดารกายแล้วรวมเป็นหนึ่งใช่หรือไม่ ?
ใช่แล้ว !
พระพุทธเจ้าเป็นเรา เราเป็นพระพุทธเจ้า หมายความว่ากายของพระองค์นั้นมาเป็นอันเดียวกับเราได้ ถ้าเป็นไม่ได้หมายความว่า เราใสไม่พอ จึงเชื่อมไม่ได้ ถ้าใสก็เชื่อมได้เลย
การเชื่อมกายนั้น เป็นการเลื่อนชั้น
การพิสดารกาย เป็นการออกกำลังกาย ช่วยให้กายมีกำลัง และสะอาดขึ้น ถ้าไม่พิสดารกาย ก็เหมือนคนไม่ได้ออกกำลังกาย |
19.พระพุทธเจ้านิพพานเป็น ไม่มีเกตุดอกบัวตูม แล้วจะไม่มีพระเกศาใช่หรือไม่ ?
ไม่ใช่ครับ ! พระพุทธเจ้านิพพานเป็นจะมีพระเกศาเป็นก้นหอยทักษิณาวัต (หมุนขวา) |
20.การสอนเด็กที่มีปัญหาทางสมอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กเห็นดวงธรรม ? และควรต่อวิชาหรือไม่ ?
คนเห็นดวงธรรม กิริยามันบอก น้ำตาไหล กายก็สงบ ไม่พลุกพล่าน ต่อวิชาให้ได้ถ้าหากมีกิริยาดังกล่าว |
21.ผมมีพระของขวัญของหลวงพ่อ เวลาเข้าไปดูกายสิทธิ์ในพระของขวัญ เห็นเป็นกายธรรม ไม่ได้เห็นเป็นกายสิทธิ์ ผิดหรือถูกครับ ?
การดูพระของขวัญแล้วเห็นเป็นธรรมกายนั้น ผิดหรือเปล่า ?
การดูพระของขวัญแล้วเห็นเป็นธรรมกายนั้น ผิดหรือเปล่า ?
ตอบว่า จักรพรรดิกับกายสิทธิ์ก็มี 18 กายเหมือนกัน สุดแต่ท่านจะให้เราเห็นกายใด ? เราต้องเดินวิชาถอยหลังไปดูกายหยาบ จึงจะรู้ว่าเป็นกายสิทธิ์ ฉะนั้นเราเห็นเป็นกายธรรมก็ไม่ผิด |
22.ในหนังสือปราบมารตอนหนึ่งมีกล่าวถึงพระอุปคุต เป็นพระอรหันต์ที่ยังไม่เข้านิพพาน ไม่ทราบว่าจะนิมนต์ท่านมาโปรดชาวพุทธ ได้หรือไม่ ?
เพราะท่านมีฤทธิ์มากอยู่ที่สะดือทะเล ไปไหนมาไหนไม่ได้ มารเขาห้ามท่านไว้ ถ้าผิดสัญญา มารเขาก็อ้างว่าเป็นมารทันที
เพราะอะไรหรือ ? การผิดสัญญา การตระบัดสัตย์ การกลับกลอกเป็นธรรมของมาร แล้วบารมีของเรานั้น มารจะเอาไปปกครองทันที เพราะมารเป็นผู้ปกครองใหญ่ ไม่มีใครรู้ แต่ลุงรู้ตอนปราบมารนี่เอง |
23. การสอนของเราต่างกับการสะกดจิตอย่างไร ? จงอธิบาย
จิตตัง ภาวิยติ แปลว่าทำให้จิตเป็นขึ้น ถ้าจิตเป็น จะนึกนิมิตออก แต่ถ้าไม่เป็น ก็นึกไม่ได้ นี่คือหลัก ไม่ใช่การสะกดจิต |
24.การทำสมาธิเจริญภาวนาตามแนววิชาธรรมกาย แตกต่างจากการสะกดจิตอย่างไร ?
วิชาสะกดจิตถือกำเนิดขึ้นในโลกประมาณ 200 ปี ในช่วงที่วิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังเริ่มเจริญ นักวิทยาศาสตร์พบว่าจิตมนุษย์มี 2 ส่วน คือ conscious 10% และ subconscious 90% คล้ายภูเขาน้ำแข็งที่ลอยในทะเล ส่วนที่จมน้ำคือ subconscious 90% นั้น นับเป็นส่วนสำคัญ สั่ง conscious ได้ ครั้งแรกตั้งชื่อวิชานี้ว่า animal mesmerism แล้วเปลี่ยนชื่อไปอีกหลากหลาย จนได้ชื่อhypnosisในเวลาต่อมา ลักษณะของผู้ถูกสะกดจิต จะอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น สติไม่ตื่นตัว เคลิ้ม ใจเผินลอย ผู้สะกดสั่งสู่ subconscious ของคนๆ นั้น ฝรั่งยังตั้งชื่ออีกหลายๆ อย่าง เช่น hypnosis, meditation, concentration, relaxation เพื่อแยกอธิบายปฏิกิริยาทางจิตที่เกิดในสภาพต่างๆ แต่ยังขาดความเข้าใจในสมาธิแบบเรา
การทำสมาธิ สภาพจิตตื่นตัวเต็มไปด้วยสติที่สมบูรณ์ที่รับรู้ได้ (fully awake) การถือกำเนิดของวิชานั้น สมาธิมีความเก่าแก่กว่ามากนัก แต่การสะกดจิตเพิ่งเริ่มมาค้นคว้าทดลองเมื่อไม่นานนี้เอง |
25.การเจริญภาวนาตามแนววิชาธรรมกาย แตกต่างจากสมาธิภาวนาในรูปแบบอื่นๆ อย่างไร ?
ต่างกันในแง่ฐานที่ตั้งของใจ แต่ของเรามี 7 ฐาน จนสุดท้าย คือฐานที่ตั้งถาวร คือฐานที่ 7 สมาธิแบบอื่นแตกลูกแตกหลานออกไป อาจมาในรูปแบบการสะกดจิต ก็เป็นได้ |